หากมองรายชื่อธุรกิจที่มีรายได้สูงสุดของแต่ละภูมิภาคจากข้อมูลปี 2568 ภาพที่เห็นค่อนข้างชัดว่า ธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยไม่ได้กระจายตัวด้วยรูปแบบเดียวกันทั้งหมด แต่แบ่งออกได้เป็นสองลักษณะที่แตกต่างกันพอสมควร ด้านหนึ่งคือธุรกิจที่เติบโตจากฐานอุตสาหกรรมและความได้เปรียบของพื้นที่ เช่น ยานยนต์ในภาคกลาง ปิโตรเลียมและปิโตรเคมีในภาคตะวันออก และยางพาราในภาคใต้ ส่วนอีกด้านคือธุรกิจค้าทอง ซึ่งกลายเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงสุดในกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันตก
ภาพนี้น่าสนใจตรงที่ 4 จาก 7 บริษัทเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทองคำ ได้แก่ ฮั่วเซ่งเฮง ในกรุงเทพมหานคร ชาญ ค้าทองแท่ง ในเชียงราย ห้างทองทองสวยในขอนแก่น และห้างทองเกษตร 2505 ในราชบุรี โดยทั้ง 4 แห่งมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2568 ตั้งแต่ 39.9% ไปจนถึง 309.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน
การเพิ่มขึ้นพร้อมกันของรายได้ในกลุ่มนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ เพราะช่วงปี 2567 ถึง 2569 เป็นช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ปี 2568 เพียงปีเดียว ราคาทองคำตลาดโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ถึง 53 ครั้ง และราคาเฉลี่ยทั้งปีเพิ่มขึ้นประมาณ 44% จากปีก่อน ขณะที่มูลค่าความต้องการทองคำทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน
ผลของราคาทองที่สูงขึ้นจึงสะท้อนมายังตัวเลขรายได้ของร้านทองค่อนข้างตรง เพราะสินค้าที่ซื้อขายมีมูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น แม้ปริมาณทองที่ซื้อขายจะไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกันก็ตาม ยิ่งธุรกิจมีการซื้อขายทองคำแท่ง ค้าส่ง หรือซื้อขายผ่านระบบออนไลน์ด้วยแล้ว ทองก้อนเดิมสามารถหมุนเวียนผ่านธุรกรรมจำนวนมาก ทำให้ยอดรายได้ต่อปีสูงมากเมื่อเทียบกับธุรกิจทั่วไป
ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทยสะท้อนขนาดของตลาดนี้ได้ค่อนข้างดี โดยรายได้รวมของผู้ค้าทองคำรายใหญ่ 15 รายเพิ่มจากระดับเทียบเท่า 17% ของ GDP ในปี 2563 เป็น 39% ในปี 2567 ขณะที่มูลค่าการซื้อขายทองคำเฉลี่ยต่อวันในปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 65,937 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าซื้อขายหุ้นเฉลี่ยประมาณ 42,417 ล้านบาทต่อวัน
ด้วยเหตุนี้ รายได้กว่า 5.56 ล้านล้านบาทของฮั่วเซ่งเฮง จึงไม่ควรถูกนำไปตีความตรง ๆ ว่าธุรกิจแห่งนี้สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเท่ากับ 5.56 ล้านล้านบาท หรือกรุงเทพฯ มีเศรษฐกิจทองคำขนาดเท่าตัวเลขดังกล่าว เพราะรายได้ของธุรกิจซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์สามารถสะท้อนมูลค่าการหมุนเวียนของสินค้าเป็นหลัก ต่างจากการวัดมูลค่าเพิ่มแบบ GDP หรือ GPP
จุดที่ยืนยันเรื่องนี้ได้ดีคือกำไร หากนำกำไรสุทธิมาเทียบกับรายได้ตามข้อมูลชุดเดียวกัน ฮั่วเซ่งเฮงมีอัตรากำไรสุทธิประมาณ 0.018% ขณะที่ชาญ ค้าทองแท่งอยู่ประมาณ 0.175% ห้างทองทองสวยประมาณ 0.037% และห้างทองเกษตร 2505 ประมาณ 0.036% เท่านั้น จึงเห็นได้ว่ารายได้หลายหมื่นล้านหรือหลายล้านล้านบาทไม่ได้หมายความว่าธุรกิจเหล่านี้มีส่วนต่างกำไรสูงตามไปด้วย
ตรงนี้เองที่ทำให้ราคาทองที่สูงขึ้นมีทั้งด้านบวกและด้านที่ต้องระวังสำหรับร้านทอง ด้านบวกคือมูลค่าธุรกรรมสูงขึ้น ความสนใจในการลงทุนทองเพิ่มขึ้น และความผันผวนของราคาสามารถสร้างกิจกรรมการซื้อขายได้มากขึ้น ประเทศไทยมีความต้องการทองคำแท่งและเหรียญเพื่อการลงทุนในไตรมาสแรกปี 2569 สูงถึงประมาณ 10 ตัน ซึ่งเป็นไตรมาสแรกที่สูงที่สุดนับจากปี 2562 และในไตรมาส 2 ความต้องการลงทุนของไทยก็ยังอยู่ในระดับสูงที่สุดสำหรับไตรมาส 2 นับจากปี 2562 เช่นกัน
แต่อีกด้านหนึ่ง ราคาที่สูงมากกลับกดดันตลาดทองรูปพรรณโดยตรง เพราะผู้บริโภคต้องใช้เงินมากขึ้นเพื่อซื้อทองน้ำหนักเท่าเดิม ข้อมูล World Gold Council ระบุว่าในปี 2568 ความต้องการทองรูปพรรณของไทยลดจากประมาณ 9.1 ตันเหลือ 7.8 ตัน หรือลดลง 14% ขณะที่ในไตรมาส 2 ปี 2569 ตลาดเครื่องประดับทองทั่วอาเซียนยังถูกกดดันจากราคาที่สูง และในไทยความผันผวนของราคากระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคด้วย
จึงเกิดสถานการณ์ที่ดูเหมือนขัดกัน แต่จริง ๆ แล้วสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ คือรายได้ของร้านทองเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่จำนวนทองรูปพรรณที่ผู้บริโภคซื้อจริงอาจลดลง เพราะราคาต่อหน่วยสูงขึ้นและตลาดเปลี่ยนจากการซื้อทองเพื่อสวมใส่ไปสู่การซื้อขายในลักษณะสินทรัพย์มากขึ้น
เรื่องนี้ทำให้ธุรกิจทองในช่วงต่อจากนี้ต้องเผชิญความเสี่ยงอีกแบบหนึ่ง เมื่อราคาทองขึ้นมาอยู่ในระดับสูงมากแล้ว ความผันผวนจะมีผลต่อทั้งยอดซื้อ ยอดขายคืน และการบริหารสินค้าคงเหลือ ข้อมูลสมาคมค้าทองคำ ณ วันที่ 4 กันยายน 2569 ระบุว่าทองคำแท่งขายออกอยู่ที่ประมาณ 69,650 บาทต่อบาททองคำ และ Gold Spot อยู่ที่ประมาณ 4,469 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ระดับราคานี้สูงจนไม่ควรมองว่าการขึ้นของราคาจะสร้างผลดีต่อร้านทองเพียงด้านเดียว
World Gold Council ประเมินว่าช่วงที่เหลือของปี 2569 ความต้องการลงทุนยังมีแรงสนับสนุนจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการซื้อของธนาคารกลาง แต่ราคาทองยังอ่อนไหวต่ออัตราผลตอบแทนที่แท้จริง นโยบายการเงิน และค่าเงินดอลลาร์ ขณะที่ทองรูปพรรณจะยังถูกแรงกดดันจากระดับราคาที่สูง สำหรับร้านทองจึงมีความเสี่ยงสองทาง หากราคาขึ้นต่อ กำลังซื้อทองรูปพรรณอาจอ่อนลง แต่หากราคาปรับลงแรง ธุรกิจที่ถือสินค้าคงเหลือจำนวนมากก็ต้องบริหารความเสี่ยงด้านราคาให้ทัน
กรณีของห้างทองทองสวยในขอนแก่นยังช่วยอธิบายอีกเรื่องหนึ่ง คือการที่บริษัทตั้งอยู่ในภูมิภาคหนึ่งไม่ได้หมายความว่ารายได้ทั้งหมดเกิดจากตลาดของภูมิภาคนั้น ห้างทองทองสวยระบุว่ามีธุรกิจค้าส่งทองคำรูปพรรณและทองคำแท่ง และเป็นพันธมิตรกับร้านทองมากกว่า 1,000 ร้านทั่วประเทศ รวมทั้งมีทั้งทองคำแท่ง 96.5% และ 99.99% และระบบซื้อขายออนไลน์ การที่บริษัทจากขอนแก่นมีรายได้กว่า 32,355 ล้านบาทจึงสะท้อนเครือข่ายธุรกิจที่กว้างกว่าตลาดผู้บริโภคในจังหวัดขอนแก่นเพียงแห่งเดียว
จุดนี้ต้องใช้กับการอ่านข้อมูลของเชียงรายและราชบุรีเช่นกัน การที่บริษัทค้าทองเป็นบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดในพื้นที่ไม่ได้แปลว่าทองคำเป็นอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนสูงที่สุดของเศรษฐกิจภาคเหนือหรือภาคตะวันตก แต่แสดงให้เห็นว่ามีบริษัทค้าทองซึ่งจดทะเบียนและมีฐานดำเนินงานในพื้นที่นั้น สามารถสร้างมูลค่าการซื้อขายสูงกว่าบริษัทอื่น เมื่อประกอบกับราคาทองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 2568 ตัวเลขรายได้จึงยิ่งถูกขยายขึ้น
ภาพแตกต่างออกไปชัดเจนเมื่อมาถึงภาคกลาง บริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดคือ โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย ประเทศไทย ในจังหวัดสมุทรปราการ มีรายได้กว่า 432,667 ล้านบาท แม้ลดลง 0.8% จากปีก่อน และมีกำไร 2,452 ล้านบาท ลดลง 63.6%
กรณีนี้สัมพันธ์กับฐานเศรษฐกิจของพื้นที่มากกว่ากลุ่มร้านทอง เพราะโตโยต้า มอเตอร์ เอเชียระบุว่าธุรกิจหลักของบริษัทในไทยประกอบด้วยการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนการผลิต และการจัดซื้อ โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่บางบ่อ สมุทรปราการ และทำหน้าที่สนับสนุนบริษัทในเครือโตโยต้าทั่วเอเชียและภูมิภาคอื่น
สมุทรปราการเองก็เป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศ จังหวัดระบุว่ามีโรงงานมากกว่า 6,500 แห่ง โดยอุตสาหกรรมสำคัญมีทั้งยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์โลหะ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ และพลาสติก อีกทั้งพื้นที่ยังได้เปรียบจากการอยู่ใกล้กรุงเทพฯ สนามบินสุวรรณภูมิ และระบบขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
ดังนั้น การที่บริษัทในเครือโตโยต้าขึ้นมาเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สุดของภาคกลางจึงไม่ได้เกิดจากเพียงขนาดของบริษัท แต่สัมพันธ์กับเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วน วิศวกรรม การจัดซื้อ และโลจิสติกส์ที่สะสมอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ อยุธยา ชลบุรี และระยองมานาน การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนอย่างรวดเร็วจากรถเครื่องยนต์สันดาปไปสู่รถไฮบริดและรถไฟฟ้า ซึ่งเห็นได้จากงานของ Toyota Motor Asia ในบางบ่อที่ครอบคลุมการทดสอบระบบขับเคลื่อน Hybrid Transaxle แบตเตอรี่ เครื่องชาร์จ และงานด้านวิศวกรรมการผลิต
ภาคตะวันออกยิ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจกับพื้นที่ชัดขึ้น บริษัทที่มีรายได้สูงสุดคือ IRPC ในจังหวัดระยอง รายได้ประมาณ 280,065 ล้านบาท ลดลง 11.2% และขาดทุนประมาณ 3,997 ล้านบาท การอยู่ของบริษัทปิโตรเลียมและปิโตรเคมีขนาดใหญ่ในระยอง เพราะพื้นที่นี้ถูกพัฒนาให้เป็นฐานอุตสาหกรรมหนักมาตั้งแต่โครงการ Eastern Seaboard โดยมีทั้งโรงกลั่น ปิโตรเคมี โรงแยกก๊าซ โรงไฟฟ้า ระบบท่อ และท่าเรือน้ำลึก
IRPC มีโรงกลั่นและโรงงานปิโตรเคมีแบบครบวงจรอยู่ในระยอง โรงกลั่นมีกำลังการผลิตประมาณ 215,000 บาร์เรลต่อวัน พร้อมท่าเรือน้ำลึก คลังน้ำมัน และโรงไฟฟ้าภายในพื้นที่ ส่วนมาบตาพุดถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่โดยตรง มีท่าเรือสำหรับน้ำมัน ก๊าซ และเคมีภัณฑ์เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักของพื้นที่
ต่างจากร้านทองที่รายได้ได้รับแรงหนุนจากราคาสินค้าและปริมาณการซื้อขาย ธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีต้องเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมัน ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ ต้นทุนวัตถุดิบ และมูลค่าสินค้าคงเหลืออย่างมาก ผลประกอบการจึงสามารถเปลี่ยนจากกำไรเป็นขาดทุนหรือกลับกันได้เร็ว ตัวอย่างเห็นได้จาก IRPC ซึ่งในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 กลับมามีกำไรสุทธิประมาณ 10,810 ล้านบาท จากขาดทุน 3,338 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนภาคใต้ บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี ในสงขลา มีรายได้ประมาณ 73,332 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.02% แต่ขาดทุนประมาณ 304 ล้านบาท การมีบริษัทแปรรูปยางขนาดใหญ่เป็นผู้นำของภาคใต้สอดคล้องกับฐานทรัพยากรของพื้นที่อย่างมาก เพราะยางพารายังคงเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของภาคใต้ และสงขลาเป็นทั้งพื้นที่ปลูก แปรรูป และมีโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ยางจำนวนมาก
ศรีตรังมีสำนักงานใหญ่ในหาดใหญ่ และมีโรงงานในพื้นที่สงขลาหลายแห่ง ทั้งหาดใหญ่และสะเดา ขณะที่ธุรกิจของกลุ่มครอบคลุมตั้งแต่สวนยาง การแปรรูปยางธรรมชาติ ไปจนถึงถุงมือยาง โดยมีกำลังการผลิตยางธรรมชาติระดับกลางน้ำรวมประมาณ 3.72 ล้านตันต่อปี จุดแข็งของสงขลาจึงมาจากการอยู่ใกล้แหล่งวัตถุดิบ มีฐานผู้ผลิตและโรงงานแปรรูปเดิมอยู่แล้ว และสามารถเชื่อมการผลิตตั้งแต่วัตถุดิบไปจนถึงสินค้าส่งออกได้ในพื้นที่เดียวกัน
อย่างไรก็ดี การมีวัตถุดิบอยู่ใกล้ไม่ได้ทำให้ธุรกิจยางหลุดพ้นจากความผันผวนของตลาดโลก ปี 2568 ศรีตรังระบุว่าอุตสาหกรรมยางธรรมชาติเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ราคา TSR20 ลดลงประมาณ 20% หลังการประกาศมาตรการ ก่อนฟื้นตัวได้บางส่วน จึงเห็นความต่างจากธุรกิจทองค่อนข้างชัด ทองได้รับประโยชน์จากราคาที่ปรับสูงขึ้นและความต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่ยางพาราต้องพึ่งพาความต้องการจากอุตสาหกรรมปลายน้ำ การส่งออก และภาวะการค้าโลกมากกว่า
เมื่อมองทั้ง 7 ภูมิภาคพร้อมกัน สิ่งที่สะท้อนได้ดีที่สุดจึงไม่ใช่เพียงว่าใครมีรายได้มากที่สุด แต่คือเหตุผลที่ธุรกิจแต่ละประเภทสามารถเติบโตขึ้นมาจากพื้นที่ที่แตกต่างกัน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับฐานการผลิตของพื้นที่ค่อนข้างชัด ทั้งยานยนต์ ปิโตรเคมี และยางพารา ขณะที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันตกถูกธุรกิจค้าทองแซงขึ้นมาด้วยลักษณะเฉพาะของธุรกิจที่มีมูลค่าการหมุนเวียนสูง ประกอบกับราคาทองที่พุ่งขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
จึงต้องระวังอยู่หนึ่งเรื่องเวลาอ่านคำว่า ยักษ์ใหญ่ประจำภาค เพราะบริษัทที่มีรายได้สูงที่สุดไม่ได้จำเป็นต้องเป็นตัวแทนของโครงสร้างเศรษฐกิจทั้งภูมิภาคเสมอไป โดยเฉพาะธุรกิจทองคำที่ยอดขายสามารถสูงมากจากราคาทองและการหมุนเวียนซื้อขาย แต่มีอัตรากำไรต่อรายได้ต่ำมาก ขณะที่ธุรกิจอย่างโรงกลั่น รถยนต์ หรือยางพาราอาจมีรายได้ต่ำกว่าในเชิงตัวเลข แต่เชื่อมโยงกับโรงงาน แรงงาน ซัพพลายเออร์ วัตถุดิบ และการลงทุนในพื้นที่จำนวนมากกว่า
ภาพของปี 2568 จึงเป็นภาพที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะมันเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาทองอยู่ในวัฏจักรขาขึ้นครั้งใหญ่ หากราคาทองยังอยู่ในระดับสูง ธุรกิจค้าทองอาจยังรักษามูลค่าการซื้อขายในระดับสูงได้ แต่แรงกดดันต่อกำลังซื้อทองรูปพรรณจะมากขึ้นเรื่อย ๆ หากราคาปรับลงแรง ตัวเลขรายได้ของธุรกิจที่เคยเติบโตหลายสิบหรือหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ก็อาจเปลี่ยนทิศได้เร็วเช่นกัน ขณะที่ยักษ์ใหญ่จากภาคการผลิตจะยังถูกกำหนดด้วยปัจจัยอีกชุดหนึ่ง ทั้งราคาพลังงาน เทคโนโลยียานยนต์ การค้าโลก ราคาสินค้าเกษตร และความสามารถของพื้นที่ในการรักษาฐานการผลิตเอาไว้
ดังนั้น ความแตกต่างของยักษ์ใหญ่แต่ละภาคจึงสะท้อนเศรษฐกิจไทยสองด้านที่อยู่ร่วมกัน ด้านหนึ่งคือธุรกิจที่เติบโตจากการหมุนเวียนของเงินและราคาสินทรัพย์ อีกด้านคือธุรกิจที่เติบโตจากฐานการผลิต ทรัพยากร และเครือข่ายอุตสาหกรรมในพื้นที่ และเมื่อราคาทองกลายเป็นตัวแปรใหญ่ของปี 2568 ตัวเลขรายได้เพียงตัวเดียวจึงอาจบอกขนาดธุรกิจได้ แต่ยังไม่เพียงพอที่จะบอกว่าธุรกิจใดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ภูมิภาคมากกว่ากัน
อ้างอิง
World Gold Council, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สมาคมค้าทองคำ, ห้างทองทองสวย, Toyota Thailand, IRPC, IEAT, Sri Trang Group, เทศบาลจังหวัดสมุทรปราการ

