ปลาหมอคางดำอาจเป็นเพียงปลาตัวเล็กๆ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันกลับสร้างเรื่องใหญ่ให้ประเทศไทยไม่น้อย เพราะจากปลาที่เคยพบในบางพื้นที่ กลายเป็นปัญหาที่กระจายไปหลายจังหวัด จนภาครัฐต้องใช้ทั้งกำลังคน งบประมาณ และมาตรการจำนวนมากเพื่อควบคุมสถานการณ์
และวันนี้เรื่องเดิมกำลังกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีชาวบ้านเผยแพร่ภาพปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำจากบริเวณเขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ จนเกิดคำถามว่า ปลาหมอคางดำกำลังเดินทางมาถึงอีสานแล้วหรือไม่?
ล่าสุด เจ้าหน้าที่ประมงกาฬสินธุ์ลงพื้นที่ตรวจสอบ 6 จุดบริเวณเขื่อนลำปาว หลังมีรายงานพบปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอคางดำ แต่ผลสำรวจเบื้องต้น ยังไม่พบปลาหมอคางดำในจุดที่ตรวจสอบ และยังต้องสำรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันให้แน่ชัด นั่นหมายความว่า ตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าปลาหมอคางดำระบาดในเขื่อนลำปาว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็เพียงพอให้พื้นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะลำปาวเป็นแหล่งทำกินของทั้ง ชาวประมง ผู้เลี้ยงปลา และผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามจำนวนมาก
เหตุผลที่ภาครัฐต้องรีบจับตา เพราะประเทศไทยเคยเจอบทเรียนมาแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก รวมถึงจังหวัดชายฝั่งอ่าวไทย อย่างเช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สมุทรปราการ เพชรบุรี ราชบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ฉะเชิงเทรา รวมถึงพื้นที่ภาคใต้บางจังหวัด โดยกรมประมงเคยรายงานพื้นที่ที่พบการแพร่ระบาดไว้ 19 จังหวัดในปี 2567 ก่อนที่การติดตามในปี 2568 จะพบว่าพื้นที่ที่ยังมีการแพร่ระบาดลดลงเหลือ 17 จังหวัด หลังมีการดำเนินมาตรการควบคุมและกำจัดอย่างต่อเนื่อง
และขนาดของปัญหาอาจเห็นภาพได้จากข้อมูลกรมประมงปี 2568 ระบุว่า มีการกำจัดปลาหมอคางดำออกจากบ่อเพาะเลี้ยงและแหล่งน้ำธรรมชาติไปแล้วกว่า 7.69 ล้านกิโลกรัม หรือประมาณ 7,692 ตัน จะเห็นได้ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาที่จับปลาออกไม่กี่ครั้งแล้วจะจบ แต่ต้องใช้การจัดการอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่
ที่ผ่านมา หลายจังหวัดที่ได้รับผลกระทบเป็นพื้นที่ทำประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อปลาหมอคางดำมีจำนวนมากขึ้น สิ่งที่ชาวบ้านต้องเจอไม่ใช่แค่ปลาชนิดใหม่เพิ่มเข้ามาในคลอง แต่คือปลาที่เข้ามาแย่งอาหารและพื้นที่กับสัตว์น้ำที่คนกำลังเลี้ยงหรือจับขาย พูดง่ายๆ คือ สิ่งที่หายไปอาจไม่ใช่ปลาหมอคางดำ แต่เป็นกุ้ง ปลา และรายได้ของคนในพื้นที่
และพื้นที่ที่เห็นได้ชัด คือ พื้นที่แพรกหนามแดง จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งมีการศึกษาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ และประเมินมูลค่าผลกระทบต่อวิถีชีวิตและกิจกรรมประมงในพื้นที่ไว้ประมาณ 131.96 ล้านบาทต่อปี โดยเป็นตัวเลขจากการศึกษาในช่วง ปี 2561-2563 และเป็นเพียงพื้นที่ตำบลเดียวเท่านั้น
และยังมีตัวอย่างจากสมุทรปราการที่ทำให้เห็นภาพชัดขึ้น กรมประมงเคยระบุว่า พื้นที่ดังกล่าวมีผลผลิตกุ้งทะเลประมาณ 1,400 ตันต่อปี มูลค่าราว 210 ล้านบาท แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ผลผลิตกุ้งในบ่อลดล
เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาปลาเยอะจนจับไม่หมดเท่านั้น แต่มันหมายถึงเรื่องเงินของคนในชุมชนโดยตรง ลองนึกภาพตั้งแต่คนออกเรือหาปลา คนเลี้ยงกุ้ง คนเลี้ยงปลา พ่อค้าคนกลาง ตลาด ร้านอาหาร ไปจนถึงคนที่รับซื้อสัตว์น้ำ หากสัตว์น้ำที่มีมูลค่าทางการค้าลดลง คนที่อยู่ในห่วงโซ่นี้ก็มีโอกาสได้รับผลกระทบตามกันไปนั่นเอง
และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ถ้าปลาหมอคางดำเข้ามาในอีสานจริง มันจะไปกระทบปลาและกุ้งที่คนอีสานเลี้ยงอยู่หรือเปล่า
คำถามนี้สำคัญมาก เพราะกาฬสินธุ์เองมีธุรกิจกุ้งก้ามกรามขนาดใหญ่ ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า จังหวัดกาฬสินธุ์มีผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม 1,206 ราย พื้นที่เลี้ยงกว่า 7,900 ไร่ ผลผลิตประมาณ 3,280 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่ากว่า 825 ล้านบาทต่อปี และการเลี้ยงกุ้งของจังหวัดอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำปาวเป็นหลัก ถ้าปลาหมอคางดำเข้ามาตั้งหลักในระบบน้ำลำปาวได้จริง สิ่งที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่แค่ปลาหมอคางดำจะมีมากแค่ไหน แต่คือมันจะกระทบระบบการเลี้ยงกุ้งที่สร้างรายได้กว่า 825 ล้านบาทต่อปี และเกี่ยวข้องกับเกษตรกรกว่า 1,200 รายหรือไม่?
เขื่อนลำปาวมีความสำคัญกับเศรษฐกิจของกาฬสินธุ์มากกว่าที่หลายคนคิด รอบพื้นที่มีทั้งประมงพื้นบ้าน การเลี้ยงปลาในกระชัง และการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม โดยเฉพาะพื้นที่บัวบาน อำเภอยางตลาด ซึ่งเป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งก้ามกรามสำคัญของภาคอีสาน หากวันหนึ่งมีการยืนยันว่าปลาหมอคางดำเข้ามาในระบบน้ำของลำปาว และสามารถเพิ่มจำนวนได้มากจริงๆ เกษตรกรก็อาจต้องเจอกับต้นทุนใหม่ ตั้งแต่การคัดปลาออกจากบ่อ การป้องกันไม่ให้เข้าบ่อ ไปจนถึงการรับมือกับผลผลิตที่อาจเปลี่ยนแปลง
แต่เรื่องที่น่าสนใจกลับอยู่ตรงนี้ ในขณะที่ภาครัฐมองเห็นความเสี่ยง ชาวบ้านกาฬสินธุ์บางส่วนกลับมองเห็นอาหาร
คนอีสานบ้านเรามีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับการหาปลาและการนำสัตว์น้ำมาทำอาหารอยู่แล้ว ปลาในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่สินค้าที่ต้องเอาไปขาย แต่ยังรวมถึงอาหารของครอบครัวอีกด้วย ดังนั้น ถ้าปลาหมอคางดำหลุดเข้ามาแล้วจับได้ สิ่งที่ชาวบ้านบางคนคิดจึงไม่ใช่จะกำจัดมันอย่างไร แต่เป็นเอามาทำอะไรกินดี?
ต้มก็ได้ ผัดก็ได้ ยำก็ได้ แกงก็ได้ ทอดก็ได้ หรือจะย่างกินกับข้าวเหนียวและแจ่วก็ได้ และถ้ามีมากจริงๆ ก็จะมีการแปรรูปของคนอีสานที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลย คือ จับใส่ไหทำปลาร้าไปเลย ฟังดูเหมือนเรื่องเล่นๆ แต่จริงๆ แล้วมันสามารถสะท้อนมุมเศรษฐกิจของครัวเรือน เพราะในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การมีอาหารจากธรรมชาติให้จับมากินเองย่อมช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง และถ้าปลาที่เคยถูกมองว่าเป็นปัญหาสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารหรือสินค้าได้ ก็อาจสร้างรายได้กลับเข้าสู่ชุมชนด้วย และไม่ใช่แนวคิดของชาวบ้านเท่านั้น เพราะกรมประมงเองก็มีการนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกมาใช้ประโยชน์ โดยมีข้อมูลว่าในปี 2568 มีการนำไปผลิตปลาร้ากว่า 385,425 กิโลกรัม และนำไปผลิตปลาป่นมากกว่า 2 ล้านกิโลกรัม ซึ่งปลาป่นที่ผลิตได้สร้างมูลค่ากว่า 34 ล้านบาท
ประเทศไทยเองก็เริ่มใช้แนวคิดนี้ในการจัดการปลาหมอคางดำ โดยไม่ได้มองว่าการจับปลาออกจากแหล่งน้ำต้องจบลงด้วยการทิ้ง แต่พยายามนำปลาไปใช้ประโยชน์ อย่างเช่น ทำปลาป่น ปุ๋ยอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ โดยกรมประมงเคยมีโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำในราคา 20 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ โดยผู้จับได้รับ 15 บาท และค่ารวบรวมและขนส่งอีก 5 บาทต่อกิโลกรัม ขณะเดียวกันกรมประมงก็มีมาตรการควบคุมและกำจัดในพื้นที่ที่พบการระบาดอย่างต่อเนื่อง
นี่จึงทำให้ปลาหมอคางดำมีอยู่สองด้านในเวลาเดียวกัน ด้านหนึ่งมันอาจเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของเกษตรกรและชาวประมง แต่อีกด้านหนึ่ง ถ้าจับมันออกจากธรรมชาติแล้วนำไปใช้ประโยชน์ได้ ก็สามารถเปลี่ยนปลาเจ้าปัญหาให้กลายเป็นวัตถุดิบที่สร้างมูลค่าได้นั่นเอง
แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องไม่ลืมเลยคือ อย่าปล่อยให้การกินปลากลายเป็นเหตุผลที่ทำให้เราประมาทกับการแพร่กระจาย เพราะต่อให้คนอีสานจะกินปลาเก่งแค่ไหน ก็ไม่ได้หมายความว่าการจับกินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะควบคุม จำนวนปลาที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ทั้งหมด และหากปลาชนิดนี้เข้าไปตั้งหลักในแหล่งน้ำขนาดใหญ่แล้วเพิ่มจำนวนต่อเนื่อง การจัดการจะยากขึ้นเรื่อยๆ ประสบการณ์ที่ผ่านมาจากหลายพื้นที่ทำให้รู้ว่า การตรวจพบให้เร็วและรู้ว่ามีอยู่ตรงไหนมากน้อยแค่ไหน ย่อมดีกว่าปล่อยให้จำนวนเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นปัญหาใหญ่
ดังนั้น เรื่องที่เขื่อนลำปาวจึงควรจับตาอย่างจริงจัง แต่ยังไม่ควรสร้างความตื่นตระหนก เพราะขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าพบปลาหมอคางดำในเขื่อนลำปาว สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการสำรวจและเฝ้าระวังให้ละเอียด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการเลี้ยงปลาและกุ้ง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ได้กระทบเพียงคนหาปลา แต่มีโอกาสกระทบไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและกุ้ง ตลาดสัตว์น้ำ และรายได้ของคนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจรอบเขื่อนนั่นเอง
และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเรื่องปลาหมอคางดำถึงน่าสนใจกว่าที่คิด เพราะปลาตัวเดียวอาจมีราคาไม่กี่บาท แต่ถ้ามันเข้าไปเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ในน้ำทั้งระบบ มูลค่าความเสียหายอาจไม่ใช่หลักร้อยหรือหลักพันบาท แต่อาจกลายเป็นหลักล้านหรือหลักร้อยล้านบาทก็ได้
ประเทศไทยเคยเห็นภาพนี้มาแล้วจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และวันนี้เขื่อนลำปาวกำลังถูกจับตามองว่า จะเป็นเพียงข่าวการพบปลาที่ต้องสงสัยแล้วเรื่องก็จบลง หรือจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาครั้งใหม่ในภาคอีสาน
อ้างอิงจาก:
– DAILYNEWS ONLINE
– กรุงเทพธุรกิจ
– ข่าวสดออนไลน์
– กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
– สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวัดกาฬสินธุ์
– ไทยพีบีเอส (Thai PBS)
– thaipost.net
ติดตาม ISAN Insight & Outlook ทุกช่องทางได้ที่
https://linktr.ee/isan.insight
#ISANInsightAndOutlook #อีสานอินไซต์ #ธุรกิจอีสาน #เศรษฐกิจอีสาน #ปลาหมอคางดำ #กาฬสินธุ์ #เขื่อนลำปาว

