มหาสารคาม เป็นจังหวัดที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ในฐานะศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ของภาคอีสาน จนได้รับสมญานามว่าเป็น “ดินแดนแห่งสะดืออีสาน” โดยมีจุดพิกัดศูนย์กลางสัญลักษณ์ตั้งอยู่ที่บึงกุย อำเภอโกสุมพิสัย นอกเหนือจากความโดดเด่นทางภูมิศาสตร์แล้ว จังหวัดแห่งนี้ยังเป็นที่รู้จักในนาม “ตักศิลานคร” เนื่องจากเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาที่มีสถาบันการศึกษาจำนวนมากและมีคุณภาพติดอันดับต้น ๆ ของประเทศ ทำให้เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักเรียนนักศึกษาทั่วทั้งภูมิภาค
ในมิติของประวัติศาสตร์ เมืองมหาสารคามได้รับการสถาปนาขึ้นอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2408 ตรงกับสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) โดยแยกตัวออกจากเมืองร้อยเอ็ด ชื่อเมือง “มหาสารคาม” นั้นมีที่มาจากคำเดิมคือ “มหาสาลคาม” ซึ่งแปลว่า “หมู่บ้านที่มีต้นสาละหรือต้นรังขนาดใหญ่” อันสะท้อนถึงสภาพพื้นที่ในอดีตที่อุดมสมบูรณ์และเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมต่อการตั้งถิ่นฐาน ปัจจุบันจังหวัดมหาสารคามมีเขตการปกครองรวม 13 อำเภอ โดยมีตราประจำจังหวัดเป็นรูปต้นรังใหญ่คู่กับทุ่งนา เพื่อสื่อถึงความสุขสมบูรณ์ของประชากรที่มีอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของจังหวัดยังคงพึ่งพาภาคเกษตรกรรมเป็นฐานรากที่สำคัญ โดยมีพืชเศรษฐกิจหลักคือ ข้าวนาปี (โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้) อ้อยโรงงาน และมันสำปะหลัง ขณะเดียวกันจังหวัดยังมีความโดดเด่นอย่างมากในด้านหัตถศิลป์ โดยเฉพาะ “ผ้าไหมมัดหมี่ลายสร้อยดอกหมาก” ซึ่งเป็นลายผ้าเอกลักษณ์ประจำจังหวัดที่มีความประณีตซับซ้อนและได้รับการฟื้นฟูสืบทอดมาจากภูมิปัญญาบรรพชน จนกลายเป็นสินค้าล้ำค่าตามคำขวัญประจำจังหวัดที่ว่า “พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานอารยธรรม ผ้าไหมล้ำเลอค่า ตักสิลานคร”
สำหรับการท่องเที่ยวและวัฒนธรรม มหาสารคามเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ที่ผสมผสานอารยธรรมโบราณและความเรียบง่ายของวิถีชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน สถานที่ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญอันดับหนึ่งคือ พระบรมธาตุนาดูน ซึ่งได้รับการยกย่องเป็นพุทธมณฑลแห่งอีสานและเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ นอกจากนี้ยังมีโบราณสถานสมัยขอมอย่างกู่สันตรัตน์และกู่มหาธาตุ รวมถึงวัดที่มีสถาปัตยกรรมงดงามอย่าง วัดป่าวังน้ำเย็น ที่โดดเด่นด้วยเจดีย์สีทองและอุโบสถไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่ ในด้านธรรมชาติ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสความงามของสะพานไม้แกดำที่ทอดยาวเหนือหนองน้ำ และชมลิงแสมขนทองพันธุ์หายากที่มีแห่งเดียวในไทย ณ วนอุทยานโกสัมพี รวมถึงพบกับ “ปูทูลกระหม่อม” หรือปูแป้ง ป่าน้ำจืดที่มีสีสันสวยงาม 4 สี ซึ่งเป็นสัตว์น้ำประจำจังหวัดที่ค้นพบ ณ ป่าดูนลำพัน
ด้านวิถีชีวิตและประเพณี ชาวมหาสารคามยังคงยึดถือจารีต “ฮีตสิบสอง” อย่างเหนียวแน่น โดยมีประเพณีที่สำคัญคือ “ประเพณีบุญเบิกฟ้า” ที่จัดขึ้นในช่วงต้นฤดูทำนาเพื่อบูชาพระแม่โพสพและพญาแถนเพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล และในปัจจุบันยังมีการสร้างสรรค์เทศกาลสมัยใหม่อย่าง “มหกรรมหุ่นกระติบข้าว” ซึ่งนำเอาอุปกรณ์จักสานในครัวเรือนมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะร่วมสมัยที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ภาพรวมของมหาสารคามจึงเป็นจังหวัดที่มีความสงบ สง่างามด้วยวัฒนธรรม และพร้อมพรั่งด้วยองค์ความรู้ที่ขับเคลื่อนเมืองไปสู่อนาคต

