ภาคอีสานถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีศักยภาพพลังงานแสงอาทิตย์สูงที่สุดในไทย ด้วยลักษณะภูมิประเทศแบบ “แอ่งกระทะ” ที่อยู่ในเขตเงาฝน อากาศนิ่งและระบายยาก มีท้องฟ้าโปร่งและแสงแดดจัดตลอดปี โดยมีค่ารังสีดวงอาทิตย์เฉลี่ยสูงถึง 17.3 – 18.59 MJ/m²-day โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด ทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ปริมาณมากและคืนทุนไว ช่วยลดค่าไฟฟ้าพร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครัวเรือนในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกันรัฐยังมีแนวคิดอยากให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ โดยการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนก้าวผ่านจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้ไฟฟ้า” ไปสู่ “ผู้ใช้และผู้ผลิตไฟฟ้า (Prosumer)” ผ่านโครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” ที่เริ่มต้นในปี 2562 โดยเปิดโอกาสให้คนติด Solar Rooftop บนที่อยู่อาศัย และสามารถขายไฟส่วนเกินคืนเข้าระบบของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ตามอัตราที่รัฐกำหนด
ทว่าสถิติล่าสุดจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนฯ (พพ.) กลับสะท้อนความจริงที่น่าตกใจว่า ทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสานมียอดการติดตั้ง Solar Rooftop รวมกันแค่เพียงราวๆ 16-17 เมกะวัตต์ ซึ่งน้อยมากจนเทียบเท่าการใช้ไฟของห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 1-2 แห่งเท่านั้น เมื่อเทียบกำลังการติดตั้งทั่วประเทศที่อยู่ที่ราว 160 เมกะวัตต์ ภาคอีสานกลับคิดเป็นเพียงประมาณ 10% โดยส่วนมากอยู่ที่จังหวัดใหญ่ อย่างเช่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ ขอนแก่น อุบลราชธานี ถึง 53.78% ของทั้งภูมิภาค
ในเมื่อภาคอีสานมีต้นทุนที่เอื้อต่อการติดตั้ง Solar Rooftop มากมายขนาดนี้ แล้วทำไมยอดติดตั้งยังคงน้อยอยู่?
ระบบโซลาร์เซลล์จะผลิตไฟได้ดีที่สุดช่วงกลางวัน ซึ่งมักเป็นช่วงที่ไม่มีคนอยู่บ้าน ไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินความต้องการนี้จึงต้องถูกส่งกลับเข้าสู่ระบบของรัฐ และเมื่อต้องรับมือกับระบบคิดเงินในปัจจุบันก็ยิ่งทำให้ความคุ้มค่าลดลง
เนื่องจากประเทศไทยยังใช้ระบบ Bill Metering ที่แยกคิดราคาระหว่าง ‘ไฟที่เราซื้อ’ กับ ‘ไฟที่เราขายคืน’ คนละอัตรา ต่างจากระบบ Net Metering ที่เป็นการหักลบหน่วยไฟฟ้าแบบ 1 ต่อ 1 ตามจริง (ผลิตได้เท่าไหร่ นำไปลบล้างกับหน่วยที่ใช้ แล้วจ่ายแค่อัตราส่วนต่าง) เมื่อราคาที่รัฐรับซื้อคืนต่ำกว่าราคาไฟที่เราต้องซื้อกลับมาใช้ในตอนกลางคืนอย่างมาก จึงทำให้การคืนทุนล่าช้า และกลายเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนยังไม่กล้าลงทุน
ยกตัวอย่าง โดยใช้ราคาที่รัฐรับซื้อไฟคืน 2.20 บาท/หน่วย และราคาที่รัฐขายไฟให้ประชาชน 4 บาท/หน่วย
- ใช้ไฟทั้งหมด 5,000 หน่วย
- Solar Rooftop ผลิตไฟได้ 2,000 หน่วย
- ใช้ไฟ Solar เอง 1,500 หน่วย
- ไฟส่วนเกินขายคืน 500 หน่วย
Net Metering
นำไฟที่ผลิตได้จาก Solar มาหักลบกับไฟที่ใช้แบบหน่วยต่อหน่วย
ไฟที่ใช้จริงหักไฟที่ผลิตได้ 5,000 – 1,500 = 3,500 หน่วย
หักที่ส่งคืนรัฐ 500 หน่วย จะเหลือที่ต้องจ่ายจริง 3,500 – 500 = 3,000
ดังนั้น เหลือไฟที่ต้องซื้อจากรัฐ 3,000 หน่วย
ค่าไฟ = 3,000 × 4 = 12,000 บาท
➡️ จ่ายค่าไฟสุทธิ 12,000 บาท
Bill Metering
ในระบบนี้ ไฟที่ซื้อจากรัฐและไฟที่ขายคืนรัฐจะคิดแยกกัน
ค่าไฟที่ซื้อจากรัฐ
3,500 × 4 = 14,000 บาท
รายได้จากการขายไฟส่วนเกิน
500 × 2.20 = 1,100 บาท
ดังนั้นค่าไฟ 14,000 – 1,100 = 12,900
➡️ จ่ายค่าไฟสุทธิ 12,900 บาท
หากมองในมุมมองภาครัฐ การใช้ระบบ Bill Metering ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้รัฐต้องรับซื้อไฟฟ้าในราคาที่สูงเกินต้นทุนจริง ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะช่วยแบกรับและกระจายภาระไม่ให้กระทบต่อ ค่า Ft หรือค่าไฟฟ้าโดยรวมของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศที่ไม่ได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์
1. อีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญคือเงินลงทุนเริ่มต้นที่ยังสูงเกินไปสำหรับครัวเรือนทั่วไป แม้ว่าตลอดอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์ยาวนานถึง 25 ปี จะช่วยประหยัดค่าไฟรวมได้มหาศาล แต่เงินก้อนแรกที่ต้องจ่ายยังถือเป็นภาระใหญ่
หากพิจารณาจากตารางราคาเริ่มต้นในปัจจุบัน ระบบขนาดเล็กสุด 3 kW ต้องใช้เงินลงทุนราว 110,000 บาท ซึ่งต้องใช้เวลาราว 6 ปี 1 เดือนกว่าจะคืนทุน หรือถ้าเป็นขนาด 5 kW ที่ราคา 130,000 บาท ก็ต้องใช้เวลาคืนทุนเกือบ 4 ปี 4 เดือน แม้หลังจากผ่านระยะคืนทุนไปแล้วจะเก็บเกี่ยวไฟฟ้าฟรีได้อีกกว่า 20 ปี แต่เงินก้อนหลักแสนในครั้งแรกก็ยังคงทำให้หลายครอบครัวต้องคิดอย่างรอบคอบ
นอกจากเงินต้นหลักแสนที่ต้องสำรองไว้แล้ว ยังมีค่าดูแลรักษาตามมา เช่น ค่าจ้างล้างแผงปีละ 800 – 2,000 บาท เพื่อไม่ให้ฝุ่นเกาะ ในภาวะเศรษฐกิจที่ต้องระมัดระวังการใช้จ่ายเช่นนี้ เงินก้อนนี้จึงกลายเป็นกำแพงด่านใหญ่ที่ทำให้คนทั่วไปเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ยากยิ่งขึ้น
| ขนาดติดตั้ง | ระบบไฟฟ้า | พื้นที่ติดตั้งบนหลังคา
(ตร.ม.) |
เหมาะกับค่าไฟ
(บาท)/เดือน |
ประหยัดค่าไฟต่อเดือน(บาท) | ราคา |
| 3kW | 1 เฟส | 18 | 3,000 | 1,500 | 110,000 |
| 5kW | 1 เฟส | 30 | 5,000 | 2,500 | 130,000 |
| 10kW | 3 เฟส | 60 | 10,000 | 5,000 | 214,000 |
ที่มา : PEA SOLAR
2. ภูมิประเทศแบบแอ่งกระทะของอีสานแม้จะแดดจัด แต่ข้อเสียคือการ อมความร้อน ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิบนหน้าแผงพุ่งสูงเกินไป ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการแปลงแสงแดดเป็นพลังงานไฟฟ้าจะลดลงทันทีในช่วงกลางวัน
3. ฝุ่นละอองและ PM 2.5 จากภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรมที่สะสมอยู่บนแผงยังอาจลดประสิทธิภาพการรับแสง และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดจุดความร้อน (Hot Spot) ซึ่งส่งผลต่ออายุการใช้งานของระบบในระยะยาว
ที่มา
- Krungsri The COACH
- กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)
- Greenegy
- The Isaan record
- PEA SOLAR

