ถึงแม้จะมีแร่โพแทซมากกว่าถึง 4 เท่า แต่ทำไม? อีสานถึงทำเหมืองเหมือนแคนนาดาไม่ได้

อีสานและแคนนาดา เจอขุมทรัพย์โพแทชเหมือนกัน

แต่ “ผลลัพธ์” กลับต่างกัน

เกือบ 1 ใน 3 ของแร่โพแทซที่คนในโลกใช้ทำปุ๋ย มาจากรัฐซัสแคตเชวัน ประเทศแคนาดาเพียงที่เดียว โดยในอดีตแผ่นดินผืนนี้มีเพียงแต่ทุ่งข้าวสาลีสุดลูกหูลูกตา ไม่มีใครเคยรู้เลยว่าใต้ดินซ่อนอะไรเอาไว้ และแทบไม่มีใครรู้เหมือนกันว่า อีสานบ้านเรา ก็เคยเจอขุมทรัพย์แบบเดียวกันนี้มาแล้ว ตั้งแต่เมื่อ 53 ปีก่อน แต่ทำไมวันนี้ ซัสแคตเชวันกลายเป็นเจ้าตลาดโพแทชของโลก ส่งออกไปเลี้ยงเกษตรกรทั่วทุกทวีป ในขณะที่อีสานของเรา ยังไม่เคยขุดแร่ชนิดนี้ขึ้นมาขายได้เต็มรูปแบบแม้แต่ตันเดียว

จุดเริ่มต้นของแคนาดา: ซัสแคตเชวัน

ปี 1943 นักสำรวจน้ำมันในรัฐซัสแคตเชวัน ขุดเจาะลงไปเพื่อหาบ่อน้ำมันแถบเมือง Radville แต่กลับไปเจอชั้นแร่โพแทสเซียมหนาเตอะซ่อนอยู่ใต้ดินแทน ซัสแคตเชวันมีแร่สำรองมากกว่า 1 แสนล้านตัน นับเป็นแหล่งโพแทชที่ใหญ่ที่สุดในโลกในตอนนั้น แต่ช่วงแรกก็ไม่ได้ราบรื่นเลย หลายบริษัทที่พยายามขุดเหมืองในทศวรรษ 1950 เจอปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องแก้ปัญหาด้วยเทคนิคแช่แข็งชั้นหินใต้ดิน กว่าการผลิตจะเริ่มต่อเนื่องมั่นคงจริงจังก็ปี 1962 หรือ 19 ปีหลังการค้นพบ

จุดเริ่มต้นของอีสาน: อุดรธานี

30 ปีให้หลัง เรื่องคล้ายกันก็เกิดขึ้นที่อีสานบ้านเรา ปี 2516 กรมทรัพยากรธรณีขุดเจาะสำรวจหาน้ำบาดาลในจังหวัดอุดรธานี แต่กลับไปเจอชั้นเกลือปริมาณมหาศาลกระจายตัวอยู่ทั่วที่ราบสูงโคราชแทน อีสานมีแร่โพแทชกระจายอยู่ถึง 42 แหล่ง ใน 10 จังหวัด รวมปริมาณกว่า 4 แสนล้านตันมากกว่าที่ซัสแคตเชวันเจอเสียอีก และนับเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย และอาจใหญ่ที่สุดในโลกด้วยซ้า โดยแร่ที่พบมีทั้งชนิดคาร์นัลไลต์ และซิลไวต์ ซึ่งซิลไวต์นั้นมีเกรดคุณภาพสูงจนติดอันดับแร่โพแทชที่ดีที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง เคยมีการประเมินมูลค่าแร่ในดินของอีสานไว้สูงถึง 3.8 พันล้านล้านบาท (อ้างอิงราคาปี 2560) 

พูดง่าย ๆ คือ ทั้งสองที่ต่างค้นพบขุมทรัพย์ชนิดเดียวกัน โดยไม่มีใครตั้งใจไปหามันเลยแม้แต่น้อย และอีสานเองก็ไม่ได้เจอน้อยกว่าแคนาดาเลย ในแง่ปริมาณอาจจะเจอเยอะกว่าด้วยซ้ำ

ผลลัพธ์ปัจจุบัน: สองเส้นทางที่ต่างกันสุดขั้ว 

ฝั่งซัสแคตเชวัน

ภายในปี 1970 มีถึง 12 บริษัท เปิดเหมืองแล้ว 10 แห่งทั่วรัฐ โดยในปีปี 1975 รัฐบาลซัสแคตเชวันตัดสินใจตั้งบริษัท Potash Corporation of Saskatchewan ขึ้น เพื่อให้รัฐมีสัดส่วนการเป็นเจ้าของและควบคุมทรัพยากรของตัวเอง ซึ่งห่างจากตอนที่นอร์เวย์ตั้ง Statoil เพื่อทำเรื่องเดียวกันกับน้ำมันเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น

ในวันนี้ ซัสแคตเชวันคือผู้ผลิตโพแทชรายใหญ่ที่สุดของโลก ครองส่วนแบ่งราว 30% ของทั้งโลก แค่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทผู้ผลิตหลักอย่าง Nutrien และ Mosaic ขายแร่โพแทชจากซัสแคตเชวันไปแล้วกว่า 57,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจ่ายค่าภาคหลวงกับภาษีให้รัฐไปแล้วกว่า 7,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจที่ช่วยพยุงทั้งภาคเกษตรและงบประมาณของรัฐมาต่อเนื่องหลายสิบปี

ฝั่งอีสาน 

ปี 2527 มีการเซ็นสัญญาให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่โพแทชที่อุดรธานีเป็นครั้งแรก จากนั้นก็ทยอยมีการให้สัมปทานอีก 2 แห่ง คือที่ชัยภูมิ และนครราชสีมา แต่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ทั้ง 3 โครงการก็ยังไม่มีเจ้าไหนผลิตแร่ได้เต็มรูปแบบตามแผนเลยสักโครงการ โดยที่ชัยภูมิ ซึ่งเป็นโครงการเก่าแก่ที่สุด (ต้นกำเนิดจากความร่วมมืออาเซียนตั้งแต่ปี 2519) วันนี้ยังต้องรอกระทรวงการคลังพิจารณาเพิ่มทุนอีกกว่า 4,000 ล้านบาท เพื่อประคับประคองโครงการต่อ

ส่วนที่อุดรธานี ซึ่งได้รับประทานบัตรเมื่อปี 2565 ด้วยเงินลงทุนกว่า 40,000 ล้านบาท ผู้ถือหุ้นใหญ่เดิมกลับกำลังพิจารณาขายหุ้น 90% ออกไป และต้องหาเงินทุนเพิ่มอีกกว่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ล่าสุดเป้าผลิตเชิงพาณิชย์ถูกเลื่อนเป็นปี 2573

ขณะที่นครราชสีมา ซึ่งเป็นโครงการเดียวที่เริ่มขุดแร่ได้จริงแล้ว กลับพบว่าพื้นที่รอบเหมืองเริ่มมีค่าความเค็มผิดปกติตั้งแต่ปี 2559 ทุ่งนาที่เคยเขียวขจีกลายเป็นนาเกลือ จนล่าสุดยังมีคดีข้อพิพาทที่ดินค้างอยู่ในศาลปกครอง

53 ปีผ่านไปนับจากวันค้นพบ อีสานจึงยังคงเป็นภูมิภาคที่นั่งอยู่บนขุมทรัพย์ระดับโลก แต่ต้องนำเข้าปุ๋ยโพแทชจากต่างประเทศอยู่ดี

ปมที่อีสานทำไม่ได้เหมือนแคนาดา

  1. ความหนาแน่นของผู้คนรอบพื้นที่เหมือง: นักวิชาการที่เคยไปดูงานเหมืองที่ซัสแคตเชวันเล่าไว้ว่า รอบเหมืองที่นั่นแทบไม่มีชุมชนเลย มีแต่ป่าและฟาร์มขนาดใหญ่ แต่เหมืองโพแทชในอีสานกลับมีหมู่บ้านล้อมรอบกว่า 40 หมู่บ้าน มีชาวบ้านอาศัยอยู่ในรัศมีใกล้เคียงรวมกันเกือบ 5-6 หมื่นคน นี่คือความต่างพื้นฐานทางภูมิศาสตร์ ที่ทำให้ผลกระทบจากการทำเหมืองกระทบคนโดยตรงมากกว่ากันมาก
  2. ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงแล้ว: ที่เหมืองนครราชสีมาซึ่งขุดแร่มาตั้งแต่ปี 2559 บ่อน้ำสาธารณะที่ชาวบ้านเคยใช้ดื่มกินกลายเป็นน้ำเค็มจนใช้การไม่ได้ ฝุ่นเกลือจากกระบวนการผลิตสามารถฟุ้งกระจายได้ไกลถึง 25 ตารางกิโลเมตรรอบเหมือง เมื่อมีตัวอย่างความเสียหายที่จับต้องได้ ความไม่ไว้วางใจของชาวบ้านในพื้นที่อื่นจึงยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
  3. คดีความและความขัดแย้งที่สะสมมานาน: กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานีรวมตัวคัดค้านโครงการเหมืองมาตั้งแต่ปี 2544 ต่อสู้ผ่านทั้งการยื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการ จนถึงฟ้องศาลปกครอง ซึ่งบางคดีศาลตัดสินให้หน่วยงานรัฐต้องย้อนกลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ตามกฎหมาย ยิ่งกระบวนการยืดเยื้อ ความเชื่อมั่นของทั้งฝ่ายชาวบ้านและนักลงทุนก็ยิ่งลดลง
  4. เงินทุนที่ไหลไม่เข้า: เมื่อโครงการค้างคามานานและมีความไม่แน่นอนสูง นักลงทุนก็ยิ่งลังเลที่จะทุ่มเงินก้อนใหญ่ลงมา กลายเป็นวงจรที่ไม่มีทุน โครงการก็ไม่คืบ พอไม่คืบก็ยิ่งไม่มีใครกล้าลงทุนเพิ่ม วนอยู่แบบนี้มาหลายสิบปี
  5. ความท้าทายทางเทคนิคที่ยังแก้ไม่จบ: ปัญหาน้ำท่วมอุโมงค์ขณะขุดเจาะ เป็นเรื่องที่ทั้งอีสานและซัสแคตเชวันเคยเจอเหมือนกัน เพียงแต่ซัสแคตเชวันใช้เวลาแก้ปัญหานี้ราว 19 ปีก็สำเร็จ ส่วนอีสานผ่านมาแล้วหลายสิบปี บางอุโมงค์ก็ยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมจนต้องปิดตัวไปบางส่วน

บทสรุป

อ่านมาถึงตรงนี้ อาจดูเหมือนว่าซัสแคตเชวันคือฝ่ายทำถูก ส่วนอีสานคือฝ่ายทำพลาด

แต่ความจริงแล้ว เรื่องนี้ไม่ได้ขาวดำขนาดนั้น เพราะแม้แต่ซัสแคตเชวันเอง ก็ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในประเทศตัวเองว่า โครงสร้างค่าภาคหลวงที่เก็บจากบริษัทเหมืองอาจต่ำเกินไป จนรัฐอาจสูญเสียรายได้ไปแล้วกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์แคนาดาในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ไม่มีโมเดลไหนสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่โมเดลที่ดูประสบความสำเร็จที่สุดในโลกก็ตาม 

และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องยอมรับตรง ๆ คือ อีสานกับซัสแคตเชวัน ไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกันจริง ๆ ผืนดินที่ซัสแคตเชวันคือทุ่งกว้างที่แทบไม่มีใครอยู่อาศัย แต่ผืนดินใต้อีสาน คือบ้าน คือที่นา คือชีวิตของคนหลายหมื่นคนที่อาศัยอยู่ตรงนั้นมาหลายชั่วอายุคน

คำถามที่แท้จริงของอีสาน จึงอาจไม่ใช่ “ทำอย่างไรให้ขุดโพแทชได้เหมือนซัสแคตเชวัน” แต่เป็น “ทำอย่างไรให้ทั้งประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ถูกแบ่งปันอย่างเป็นธรรมกับคนที่อาศัยอยู่บนขุมทรัพย์นั้นจริง ๆ”

เพราะขุมทรัพย์ใต้ดินก้อนเดียวกัน อาจมีค่าไม่เท่ากันเลย ขึ้นอยู่กับว่าเหนือมันคือทุ่งร้าง หรือคือบ้านของใครสักคน

 

อ้างอิง: กรมทรัพยากรธรณี, กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.), สำนักข่าวอิศรา, The Active (Thai PBS), เดอะสแตนดาร์ด, ประชาชาติธุรกิจ, The Momentum, มูลนิธิสืบนาคะเสถียร, Canada West Foundation, Saskatchewan Research Council, Canadian Mining Journal, Government of Saskatchewan, University of Saskatchewan Graduate School of Public Policy

 

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top