สังคมสูงวัยในภาคอีสานกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่โครงสร้างรายได้และความมั่นคงทางการเงินของผู้สูงอายุในภาคนี้กลับอยู่ในจุดที่เปราะบางกว่าภาคอื่นของประเทศ เมื่อพิจารณาแหล่งรายได้หลักของผู้สูงอายุในปี 2567 พบว่าผู้สูงอายุภาคอีสาน 39.1% ระบุว่าบุตรเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภาคของประเทศ ตามมาด้วยรายได้จากการทำงานเอง 34.7% เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 16.2% และรายได้จากแหล่งอื่น 10.0%
สัดส่วนที่ผู้สูงอายุอีสานพึ่งพิงบุตรในระดับสูงเช่นนี้สะท้อนค่านิยมของครอบครัวอีสานที่ลูกหลานยังคงดูแลพ่อแม่อย่างต่อเนื่อง แม้กระทั่งลูกที่ย้ายออกไปทำงานในต่างจังหวัดหรือต่างประเทศก็ยังส่งเงินกลับมาเกื้อหนุนพ่อแม่ในสัดส่วนที่มากกว่าบุตรที่อยู่อาศัยร่วมบ้านด้วยซ้ำ บริบทดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะคนวัยทำงานจำนวนมากในอีสานย้ายออกไปหารายได้นอกพื้นที่ ทำให้เงินที่ส่งกลับมากลายเป็นเสาหลักทางการเงินของผู้สูงอายุที่อยู่ในพื้นที่ ร่วมกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่รัฐจัดสรรให้ และเมื่อมองในภาพรวมแล้วจะพบว่าผู้สูงอายุภาคอีสานราว 90% มีรายได้จากแหล่งที่ไม่ใช่รายได้แบบ Passive Income ที่ตนเองสร้างขึ้น เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก ค่าเช่า หรือผลตอบแทนจากการลงทุน แต่พึ่งพิงเงินจากบุตร การทำงาน หรือเบี้ยยังชีพเป็นหลัก ฐานะทางการเงินของผู้สูงอายุอีสานจึงผันแปรไปตามสภาพเศรษฐกิจของบุตรหลานและนโยบายรัฐมากกว่าทรัพย์สินของตนเอง
ปัญหาที่ตามมาคือเงินที่บุตรหลานส่งมาเลี้ยงดูพ่อแม่อาจไม่เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้สูงอายุอีสานจำนวนมากไม่มีเงินออมสะสมไว้ใช้ในวัยชรา ข้อมูลการออมของผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นว่าผู้สูงอายุอีสาน 39.0% ไม่มีเงินออมเลย และอีก 42.1% มีเงินออมต่ำกว่า 100,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บในมูลค่าที่น้อยเกินกว่าจะใช้ได้ตลอดช่วงชีวิตที่เหลือ มีเพียง 18.8% เท่านั้นที่มีเงินออมตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป
เพราะเงินออมไม่เพียงพอ ผู้สูงอายุอีสานจำนวนมากจึงยังต้องทำงานหารายได้เพื่อเลี้ยงตัวเองควบคู่ไปกับการรับเงินจากบุตรหลานและเบี้ยยังชีพ ข้อมูลการทำงานของผู้สูงอายุจำแนกตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ชี้ว่าผู้สูงอายุอีสานที่ทำงานกว่า 80.6% อยู่ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่าทุกภาคของประเทศมาก ขณะที่ภาคกลางและภาคเหนือมีผู้สูงอายุทำงานในภาคเกษตรกรรมเท่ากันที่ 66.0% ขณะที่ภาคใต้อยู่ที่ 39.6% และกรุงเทพมหานครมีเพียง 0.6% เท่านั้น ในทางตรงข้าม ผู้สูงอายุอีสานทำงานในภาคการค้าและบริการเพียง 16.4% ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับภาคกลาง 25.9% ภาคเหนือ 8.8% ภาคใต้ 49.9% และกรุงเทพมหานครที่สูงถึง 86.8% ส่วนภาคการผลิตก็มีผู้สูงอายุอีสานทำงานอยู่น้อยที่สุดเช่นกันที่ 3.0%
โครงสร้างการทำงานที่กระจุกตัวอยู่ในภาคเกษตรกรรมเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้สูงอายุอีสาน เพราะภาคเกษตรกรรมเป็นภาคอุตสาหกรรมที่ให้รายได้ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับภาคอื่น โดยผู้สูงอายุที่ทำงานในภาคเกษตรกรรมของอีสานมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 7,080 บาทต่อเดือน ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยรายได้ของผู้สูงอายุทำงานทั้งประเทศที่อยู่ที่ 7,156 บาทต่อเดือน เมื่อรายได้จากการทำงานอยู่ในระดับต่ำเช่นนี้ ผู้สูงอายุอีสานจึงยังจำเป็นต้องพึ่งพาเงินจากบุตรหลานควบคู่กันไปดังที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น
เมื่อตั้งคำถามว่าเหตุใดผู้สูงอายุอีสานจึงยังคงทำงานต่อไปแม้จะอยู่ในวัยที่ควรพักผ่อน คำตอบแบ่งออกเป็นสองสาเหตุหลักตามข้อมูล สาเหตุแรกคือผู้สูงอายุอีสาน 51.9% ยังคงมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงและยังมีแรงทำงานอยู่ จึงเลือกทำงานต่อเพื่อให้มีเงินเลี้ยงชีพไปเรื่อยๆ ส่วนสาเหตุที่สองคือผู้สูงอายุอีสาน 41.4% จำเป็นต้องทำงานเพราะมีภาระต้องหารายได้เลี้ยงครอบครัวหรือตนเอง หรือยังมีหนี้สินที่ต้องชำระอยู่ แม้จะผ่านวัยเกษียณมาแล้วก็ตาม ที่เหลืออีก 6.6% ทำงานด้วยเหตุผลอื่น จากจำนวนผู้สูงอายุอีสานที่ทำงานทั้งหมด 1,404,969 คน
ในด้านของภาระหนี้สิน ภาคอีสานมีสัดส่วนผู้สูงอายุที่ยังมีหนี้สินอยู่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคอื่นทั้งหมด คิดเป็น 58.50% ของผู้สูงอายุในภาค ขณะที่มีผู้สูงอายุที่ไม่มีหนี้สินอยู่ 41.50% เมื่อแยกเป็นรายจังหวัดพบว่าจังหวัดบุรีรัมย์มีสัดส่วนผู้สูงอายุมีหนี้สินสูงที่สุดถึง 69.6% ตามมาด้วยมหาสารคาม 66.7% และ หนองบัวลำภู 66.1%
ภาระหนี้สินที่กระจายตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้มีปัจจัยมาจากรายได้ภาคเกษตรที่ไม่แน่นอนในแต่ละฤดูกาล ประกอบกับข้อจำกัดด้านโอกาสทางเศรษฐกิจของพื้นที่ เมื่อรายได้จากการทำงานในวัยเกษียณยังอยู่ในระดับต่ำตามที่กล่าวไปแล้ว หนี้สินที่มีอยู่เดิมจึงยังคงค้างอยู่และกลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ต้องทำงานต่อไป การเข้าสู่สังคมสูงวัยของอีสานจึงอาจซ้ำเติมปัญหาหนี้สินให้รุนแรงขึ้นไปอีก เพราะภาระดูแลพ่อแม่ผู้สูงอายุตกอยู่กับคนวัยทำงานที่ต้องแบกรับหนี้สินของตนเองไปพร้อมกัน ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการวางแผนการเงินเพื่อการเกษียณของคนรุ่นถัดไป และก่อให้เกิดวงจรปัญหาทางการเงินที่ส่งต่อจากคนสูงวัยรุ่นหนึ่งไปยังรุ่นถัดไปอย่างต่อเนื่อง
เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาเรียงต่อกันจะเห็นภาพความเชื่อมโยงที่ชัดเจนของสังคมสูงวัยอีสาน เริ่มจากโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพิงภาคเกษตรกรรมเป็นหลักทำให้รายได้เฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ รายได้ที่ต่ำนำไปสู่การออมเงินที่ไม่เพียงพอ เมื่อเงินออมไม่พอใช้ในวัยชรา ผู้สูงอายุจึงต้องพึ่งพาเงินจากบุตรหลานที่ส่วนใหญ่ย้ายออกไปทำงานนอกพื้นที่ และพึ่งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุควบคู่กันไป แต่เมื่อเงินจากแหล่งเหล่านี้ยังไม่เพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด ผู้สูงอายุจำนวนมากจึงยังต้องทำงานต่อไปแม้จะมีภาระหนี้สินหรือมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากการทำงานอยู่ก็ตาม วงจรเช่นนี้หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างตรงจุด ก็มีแนวโน้มที่จะถูกส่งต่อไปยังผู้สูงอายุรุ่นถัดไปของภาคอีสานในลักษณะเดียวกัน
ที่มา: สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานการทำงานของผู้สูงอายุในประเทศไทย และการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย

