เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เปิดเผยแผนยุทธศาสตร์ยกระดับท่าอากาศยานภูมิภาค โดยมีเป้าหมายผลักดัน ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานี (UTH) ขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบินระหว่างประเทศของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” หรือ Aviation Hub แห่งอีสาน โดยจับมือกับสายการบิน Thai VietJet Air และ EZY Airlines ในการเพิ่มความถี่เที่ยวบินทั้งในและเส้นทางบินตรงต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งกลายเป็ฯแรงส่งหลักให้ท่าอากาศยานนานาชาติอุดรธานีกลายเป็น “ประตูสู่ MICE City อีสานตอนบน”
โดยบทความนี้จะวิเคราะห์ว่า เมื่อทุกชิ้นส่วนประกอบกันเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมีมูลค่าเท่าใด และจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งในระดับภาคอีสานและระดับจังหวัดอุดรธานี
ฐานเศรษฐกิจที่แข็งแรงกว่าที่คิด
อุดรธานีมีฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่งกว่าที่คิด โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP) ปี 2567 อยู่ที่ 132,615 ล้านบาท พึ่งพาภาคบริการถึงราว 61% และมีภาคการค้าที่เป็นภาคย่อยที่ใหญ่ที่สุดในภาคบริการ โดยที่สนามบินมีผู้โดยสารกว่า 1.76 ล้านคน สูงสุดในอีสานและอันดับ 2 ของประเทศ แต่อาคารผู้โดยสารรองรับได้เพียง 1,200 คน/ชั่วโมงซึ่งถือว่าค่อนข้างจำกัด
ด้านท่องเที่ยวมีผู้เยี่ยมเยือนถึง 4.9 ล้านคน ทำรายได้จากต่างชาติสูงสุดในภาคกว่า 3,605 ล้านบาท โดยมีนักช้อปชาวลาวหนุน ที่เดินทางจากนครหลวงเวียงจันทน์ ผ่านด่านหนองคาย เข้ามาจับจ่ายและใช้บริการในเมืองอุดร อีกทั้งอุดรธานีเป็น 1 ใน 10 เมือง MICE ของประเทศไทย (ลำดับที่ 8) และสามารถสร้างรายได้ในปี 2566 กว่า 616 ล้านบาท
โครงการยกระดับอุดรธานี
แผนผลักดันอุดรเป็นฮับนานาชาติมีโครงการทั้งหมด 3 โครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมเป็นแรงส่งให้อุดรธานีเหมาะสมกับการเป็น ฮับการบินนานาชาติแห่งอีสาน
- โครงสร้างพื้นฐานสนามบิน: กรมท่าอากาศยานมีแผนสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ปรับปรุงอาคาร 1 และ 2 พร้อมศูนย์ขนส่งผู้โดยสาร อาคารจอดรถ และทางเดินเชื่อมภายใน คาดแล้วเสร็จปี 2571 ซึ่งจะ เพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารจาก 3.456 ล้านคน เป็น 7.2 ล้านคนต่อปี หรือมากกว่าเท่าตัว
- เครือข่ายเส้นทางบินระหว่างประเทศ: การเปิดบินตรงสู่เวียดนาม ไต้หวัน มาเลเซีย และญี่ปุ่น จะเปลี่ยนโครงสร้างนักท่องเที่ยวจากที่พึ่งพา สปป.ลาว เป็นหลัก ไปสู่ตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักนานขึ้น
- อีเวนต์ระดับโลก: งานมหกรรมพืชสวนโลก อุดรธานี 2569 (International Horticultural Expo 2026) จัด 1 พ.ย. 2569 – 14 มี.ค. 2570 คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงาน 3.6 ล้านคน (คนไทย 70% / ต่างชาติ 30% หรือราว 1.08 ล้านคน)
- โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง: รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ–หนองคาย และโครงการท่าเรือบกและ Logistic Park ในนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี คาดว่าจะดึงเม็ดเงินการลงทุนต่างชาติโดยตรง (FDI) เข้ามาในจังหวัดอย่างมหาศาล
แล้วเม็ดจะใหญ่แค่ไหน
ขนาดเม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นจากแผนโครงการและอีเวนต์ต่างๆที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่
- เม็ดเงินที่ “มาแน่” จากพืชสวนโลก 2569: งานมหกรรมพืชสวนโลกคือตัวจุดชนวนที่ชัดเจนที่สุด คาดการณ์อย่างเป็นทางการโดยรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งคาดว่าจะสร้างเม็ดเงินสะพัดในอุดรธานีกว่า 32,000 ล้านบาทหรือเทียบเท่าราว 24% ของ GPP ทั้งจังหวัดในปี 2567 ซึ่งถือเป็นแรงกระตุ้นมหาศาลในช่วงเวลาเพียง 4 เดือนครึ่ง
- เม็ดเงินจาก “การท่องเที่ยวที่ยกระดับ”: หากเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศเปิดสำเร็จ จะเกิดการเปลี่ยนเชิงคุณภาพ ไม่ใช่แค่ปริมาณ โดยหากสนามบินขยายเต็มขีดความสามารถ 7.2 ล้านคน/ปี ช่องว่างการเติบโตของผู้โดยสารที่กว้างถึง 4 เท่านี้ คาดว่าจะสามารถสร้างรายได้เพิ่ม 6,000–15,000 ล้านบาท/ปี*
- เม็ดเงิน”ลงทุน” จากโครงสร้างพื้นฐาน: แม้ไม่ใช่ “รายได้” โดยตรง แต่เม็ดเงินลงทุนคือตัวกระตุ้นเศรษฐกิจระยะก่อสร้างที่จับต้องได้ โดยโครงสร้างพื้นฐานจากรถไฟความเร็วสูงสายอีสาน (กรุงเทพฯ–หนองคาย) กว่า 520,764 ล้านบาท จะกลายเป็นกลายเป็นจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าและผู้คนของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง
*การคำนวณนี้เป็นการประมาณการเชิงวิเคราะห์จาก ISAN Insight เพื่อประกอบการพิจารณา ไม่ใช่ตัวเลขทางการ และควรตรวจสอบกับข้อมูลล่าสุดก่อนนำไปอ้างอิงในเชิงนโยบายหรือการลงทุน
ผลกระทบระดับภาค
ฮับการบินจะเปลี่ยนอีสานจาก “ทางผ่าน” เป็น “ประตูภูมิภาค” ที่ดักจับเม็ดเงินตั้งแต่ต้นทาง แล้วกระจายสู่จังหวัดข้างเคียงอย่างหนองคาย เลย และขอนแก่น พร้อมเร่งเศรษฐกิจบริการและการค้าข้ามแดน ทั้งยังเพิ่มแรงดึงดูดการลงทุน อย่างไรก็ตาม ต้องระวังการเจริญที่เหลื่อมล้ำจากผลการกระจุกตัว ที่อาจดูดทรัพยากรและแรงงานออกจากจังหวัดเล็ก จนเกิดความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ภายในภาค
ผลกระทบระดับจังหวัด
ในระดับจังหวัด แรงสะเทือนจะจับต้องได้มากที่สุด อุปสงค์ห้องพักและอสังหาริมทรัพย์จะพุ่งจากผู้โดยสารที่จะเพิ่มเป็น 7.2 ล้านคน และผู้ชมพืชสวนโลก 3.6 ล้านคน ดันราคาที่ดินรอบสนามบินสูงขึ้น ภาคค้าปลีก-ค้าส่งซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักจะได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง พร้อมเกิดการจ้างงานและพัฒนาทักษะบริการ ที่สำคัญ อุดรธานีมีโอกาสขยับจาก “Big 4 นอกสายตา” สู่ “เมืองหลักใหม่” ทัดเทียมขอนแก่นและนครราชสีมา แต่ต้องบริหารความเสี่ยง ทั้งความแออัด เงินเฟ้อค่าครองชีพ และการพึ่งพาเหตุการณ์เดียวที่อาจเป็นไฟที่แรงในช่วงต้น และดับลงอย่างรวดเร็ว
เงื่อนไขความสำเร็จ ที่จะทำให้เม็ดเหล่านั้นเป็นจริง
- เที่ยวบินระหว่างประเทศเปิดและอยู่รอด: เส้นทางบินใหม่ต้องมีอัตราบรรทุก (Load Factor) เพียงพอจึงจะไม่ถูกยกเลิก ความต่อเนื่องสำคัญกว่าการเปิดตัว
- โครงสร้างพื้นฐานเสร็จตามกำหนด: อาคาร 3 ต้องเสร็จปี 2571 และรถไฟความเร็วสูงต้องไม่ล่าช้าจนพลาดจังหวะ
- แปลงนักท่องเที่ยวระยะสั้นเป็นเศรษฐกิจระยะยาว: ต้องใช้แรงส่งจากพืชสวนโลก สร้างการลงทุนถาวร แบรนด์เมือง และเส้นทางบินที่ยั่งยืน
- กระจายผลประโยชน์อย่างทั่วถึง: เพื่อไม่ให้การเติบโตกระจุกตัวจนสร้างความเหลื่อมล้ำใหม่
บทสรุป
แผนปั้นอุดรธานีเป็นฮับการบินไม่ใช่แค่โครงการสนามบิน แต่เป็นยุทธศาสตร์เปลี่ยนสถานะเศรษฐกิจทั้งจังหวัดและทั้งภาค ภาพเม็ดเงินที่ชัดที่สุดคือ 32,000 ล้านบาทจากพืชสวนโลก 2569 บวกศักยภาพการท่องเที่ยวที่อาจเพิ่มอีกหลายหมื่นล้านบาทต่อปี และเม็ดเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานกว่า 5 แสนล้านบาท ระดับภาคจะเปลี่ยนอีสานเป็นประตูสู่ลุ่มแม่น้ำโขง ส่วนระดับจังหวัด อุดรธานีมีโอกาสก้าวขึ้นเป็นเมืองหลักใหม่ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการลงมือทำให้ครบวงจรและต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยน “งานอีเวนต์ครั้งเดียว” ให้เป็น “เครื่องยนต์เศรษฐกิจถาวร”
อ้างอิง: สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), การแถลงของกระทรวงคมนาคม, กรมท่าอากาศยาน, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวบรวมและวิเคราะห์โดย ISAN Insight

